วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

มากิน "มะระ" กันเถอะ...ขมจริงเเต่คุณประโยชน์เหมือนยาอายุวัฒนะ!
 
รสขมๆ ของมะระอาจจะไม่เป็นที่โปรดปรานของใครหลายๆ คน แต่เชื่อว่าคงจะเคยได้ยินสำนวนที่ว่า "หวานเป็นลม ขมเป็นยา" สำหรับมะระนั้นเเม้จะขมเเต่ก็มีประโยชน์มากมายทั้งที่เรารู้เเละไม่รู้ วันนี้ได้รวบรวมคุณประโยชน์บางส่วนของมะระมาฝากกัน เผื่อว่าได้อ่านกันเเล้ว เพื่อนๆ จะหันมากินมะระกันมากขึ้นคะ
1. มะระช่วยให้เจริญอาหาร ใครจะไปคิดว่ามะระที่เราบอกว่าขม จะช่วยทำให้เรารับประอาหารได้มากขึ้น ทั้งนี้ก็เพราะในมะระมีสาร Momodicine ที่ช่วยให้น้ำย่อยหลั่งออกมามากขึ้นคะ
2. มะระช่วยเเก้หวัดได้ เพียงเเค่นำใบมาต้มดื่มกับน้ำ
3. มะระมีเเคลเซียมช่วยเสริมสร้างกระดูกเเละฟันของคุณให้เเข็งเเรง แก้โรคไขข้อเสื่อม
4. มะระช่วยลดน้ำตาลในเลือด เพราะช่วยเสริมการหลั่งอินซูลินในตับอ่อน กินมะระบ่อยๆ ช่วยบำบัดเเละรักษาอาการเบาหวาน
5. ตามตำรับยาไทย ว่ากันว่ามะระช่วยรักษาโรคตับเเละช่วยให้ตับทำงานได้ดีขึ้น
6. มะระมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ ใครที่ท้องผูกบ่อยๆ ลองคั้นน้ำมะระดื่มสดๆ ดูคะ
7. มะระช่วยขับพยาธิ
8. มะระช่วยต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวพรรณสดใส ไม่เหี่ยวย่นง่าย
9. ผลมะระมีเบต้าแคโรทีนที่ช่วยต่อต้านเชื้อไวรัสเเละเซลล์มะเร็งได้
10. มะระช่วยย่อยอาหาร

สำหรับใครที่ไม่ชอบความขมของมะระ เรามีวิธีในการเลือกมะระเเบบไม่ขมมากมาฝากกันคะ
วิธีการ คือ สังเกตที่หนามของมะระ ให้เลือกที่หนามอ่อนนิ่ม จะไม่ค่อยขมมากคะ ถ้าหนามเเข็ง เเสดงว่ามะระนั้นเเก่มาก ไม่ควรซื้อเพราะมันจะขมมากคะ ส่วนจะปรุงมะระอย่างไรไม่ให้ขมมากนั้น ให้นำมะระไปต้มในน้ำเดือดจัด เเล้วใส่เกลือลงไปเล็กน้อย หรือจะใช้วิธีนำเกลือมาทาทิ้งไว้ 30 นาที แล้วนำไปล้างออก เเล้วค่อยนำไปต้มในน้ำเดือดก็ได้คะ ถ้าต้มมะระยัดไส้ก็เเนะนำให้ต้มนานๆ หน่อยจะช่วยลดความขมได้คะ
แถมท้าย :
มะระเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับคนธาตุไฟ ซึ่งได้แก่ คนเกิดปีขาล (เสือ) ปีมะโรง (งูใหญ่) ปีมะเส็ง (งูเล็ก) ปีระกา (ไก่) โดยอาหารที่ช่วยบำรุงธาตุไฟมักจะมีฤทธิ์เย็น รสจืด เเละขม เเนะนำให้คนธาตุไฟ
รับประทานมะระจีนตุ๋นกับเห็ดหอมจะช่วยให้คุณสุขภาพร่างกายของคุณเเข็งเเรง

ที่มา : DeeDaily
ขอบคุณข้อมูลดีดีจาก : เคล็ดไม่ลับสุขภาพดี
www.behealthy24hr.com

วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

วิตามินซีเสริม กินเพิ่มดีหรือไม่



วิตามินซีเสริม กินเพิ่มดีหรือไม่

วิตามินซีเม็ดโตที่สาวๆ ต้องมีติดบ้านไว้หนึ่งกระปุกสำหรับกินเป็นประจำ เราต่างเคยได้ยินสรรพคุณของเจ้าวิตามินนี้กันมานานว่าช่วยเสริมภูมิต้านทานให้แข็งแรง กินแล้วไม่เป็นหวัด ไม่ป่วยง่าย และบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส แต่ในความเป็นจริง เคยนึกสงสัยกันบ้างมั๊ยว่าวิตามินซีนั้นมีประโยชน์จริงหรือหลอก แล้วผู้หญิงอย่างเราความกินวิตามินซีเสริมหรือไม่
เรื่องน่ารู้ของวิตามินซี
วิตามินซี (หรือกรดแอสเคอร์บิก) ถือเป็นวิตามินที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย เพราะช่วยให้ร่างกายสามารถเจริญเติบโตได้อย่างเป็นปกติ และเป็นตัวช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีอีกด้วย แต่เนื่องจากร่างกายคนเราไม่สามารถผลิตวิตามินซีได้เองตามธรรมชาติ ฉะนั้น การได้รับวิตามินซีจึงต้องมาจากการบริโภคอาหารเท่านั้น ซึ่งโดยทั่วไปแล้วอาหารที่มีวิตามินซีสูง มักพบในผักและผลไม้เป็นส่วนใหญ่ หากเป็นผลไม้ก็มักเป็นผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น ส้ม สตอว์เบอร์รี่ มะขามเทศ ส่วนผักก็เช่น พริกแดงยักษ์ กะหล่ำดอก ผักโขม มะเขือเทศ และ บร็อกโคลี่ ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินซีสูง อย่างไรก็ตาม การกินผักสำหรับสาวๆ บางคนอาจเป็นเรื่องยากสักนิด และหากเป็นคนที่ไม่หลงรักการกินผลไม้ด้วยแล้วยิ่งอาจทำให้เสี่ยงกับการขาดวิตามินซีหรือได้รับในปริมาณที่ไม่เพียงพอในแต่ละวัน เพราะฉะนั้น การบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมวิตามินซี จึงถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายขาดวิตามินซีได้ง่ายๆ
Mayo Clinic หรือองค์กรที่ให้บริการด้านสุขภาพชั้นนำแห่งสหรัฐอเมริการะบุไว้ว่า สำหรับในวัยผู้ใหญ่ความได้รับวิตามินซีวันละประมาณ 65-90 มิลลิกรัม และไม่ความเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ถึงแม้วิตามินซีจะเป็นวิตามินชนิดละลายน้ำและไม่ถูกเก็บสะสมไว้ในร่างกาย อีกทั้งเมื่อร่างกายได้รับวิตามินซีในปริมาณที่มากเกินไปก็จะสามารถขับออกมาได้เองทางปัสสาวะ ทว่าผลข้างเคียงที่พบได้ในบางคนเมื่อบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมวิตามินซีจำนวนมากเกินไปนั้นก็คืออาจส่งผลให้เกิดอาการคลื่นไส้  อาเจียน ท้องบวม   ศีรษะ  นอนไม่หลับ  นอกเหนือจากนี้สำหรับผู้ป่วยด้วยโรคนิ่วในไตนั้น แพทย์มักจะแนะนำให้หลีกเลี่ยงการกินวิตามินซีเสริม
ป้องกันหวัดได้จริงเหรอ
แม้ว่าความเชื่อส่วนใหญ่ที่เราได้ยินมาจะกล่าวอ้างว่าวิตามินซี ช่วยป้องกันโรคหวัดได้ หรือเมื่อเป็นหวัดให้รีบกินวิตามินซีเพื่อให้หายจากอาการหวัดแต่จากผลการศึกษาที่ปรากฏกลับพบว่าการกินวิตามินซีเป็นประจำอย่างเพียงพอมีส่วนช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาในการเป็นไข้หวัดได้เท่านั้น แต่ไม่ได้มีข้อบงชี้ที่บอกว่าวิตามินซีจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคหวัดขึ้นได้แต่อย่างใด ยกเว้นเสียแต่คุณเป็นคนที่ออกกำลังกายอยู่เป็นประจำหรือผู้ที่ร่างกายมีภูมิต้านทานแข็งแรงดีอยู่แล้วก็มักมีแนวโน้มการฟื้นตัวได้เร็วกว่า
วิตามินซีดีต่อผิว กินแล้วใส เชื่อได้มั๊ย
เป็นที่รู้กันดีว่าวิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอผิวจากการถูกทำลายด้วยรังสี ความร้อน แสงแดด และสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่สาวๆ อย่างเรามักต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน ซึ่งล้วนแต่ส่งผลให้คลอลาเจนในชั้นผิวถูกทำลาย จึงเป็นสาเหตุให้ผิวแห้งกร้าน มีริ้วรอยและจุดด่างดำเกิดขึ้นได้ง่าย แต่การบริโภควิตามินซีเป็นประจำถือเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยในการผลิตคอลลาเจนอันเป็นโปรตีนที่มีส่วนช่วยในการเจริญเติบโตของเซลล์และหลอดเลือด ชะลอการเสื่อมโทรมของผิวพรรณหรือการแก่ตัวของเซลล์ อีกทั้งเป็นปราการด่านสำคัญที่คอยป้องกันไม่ให้อนุมูลอิสระเข้าไปทำร้ายเซลล์ที่แข็งแรงภายในร่างกาย นั้นเป็นเหตุผลว่าทำไมเพื่อนสาวที่ชอบกินผักและผลไม้เป็นประจำจึงมีผิวที่ดูเปล่งปลั่งผ่องใสอยู่เสมอ ผิวพรรณนุ่มเด้ง สดใสแลดูสุขภาพดี และไม่เหี่ยวย่นก่อนวัยอันควร
ผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัย Maryland Medical Center สหรัฐอเมริกา ระบุว่าการบริโภควิตามินซี ยังช่วยลดอาการผิวไหม้แดดจากการได้รับรังสียูวีบี และป้องกันอาการแสบร้อนของผิวที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง ซึ่งท้ายที่สุดอาจนำไปสู่การเป็นโรคมะเร็งผิวหนัง นอกจากนี้ วิตามินซียังมีคุณสมบัติในการช่วยสมานแผล รวมทั้งเยียวยาหรือซ่อมแซมผิวพรรณที่ชำรุดทรุดโทรมให้กลับมาดูแข็งแรงได้เร็ววัน
วิตามินซีช่วยให้อารมณ์สดชื่นและแจ่มใส
สังเกตได้ง่ายๆ หากช่วงไหนที่เรากินผักและผลไม้ ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินซี ร่างกายในช่วยนั้นมักจะสดชื่นเป็นพิเศษ ผลพลอยได้คือ เอวลด พุงยุบ หน้าท้องแบน เพราะระบบขับถ่ายทำงานได้เป็นปกติ และเมื่อระบบภายในดีก็ย่อมส่งผลต่อจิตใจให้ดีตามไปด้วย ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับการศึกษาของคุณหมอ Brent Bauer แห่ง Mayo Clinic ซึ่งได้ทำการศึกษาผู้ป่วยในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง พบว่าคนไข้ที่ได้รับวิตามินซีในระดับปกติจะมีการปรับปรุงทางด้านอารมณ์ที่ดีขึ้นภายหลังจากการกินวิตามินซีอย่างต่อเนื่อง ผลดังกล่าวอธิบายได้ถึงความเชื่อมโยงระหว่างวิตามินซีกับอารมณ์ของคนเรานั้นดูเหมือนจะเป็นเรื่องน่าประหลาดและไม่น่าเป็นไปได้ แต่ก็อาจกล่าวได้ว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ไกลเกินจริง เพราะผู้ที่ขาดวิตามินซีหรือได้รับวิตามินซีไม่เพียงพอต่อความต้องการนั้นจะส่งผลให้รู้สึกเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย หรือบางคนมีอาการซึมเศร้า
อย่างไรก็ตาม วิตามินซีที่ได้จากอาหารนั้นย่อมมีความเป็นธรรมชาติและบริสุทธิ์ที่สุด โดยเฉพาะการกินผักและผลไม้สดที่มีวิตามินซีสูงเป็นประจำทุกวัน แต่หากวันใดที่ร่างกายไม่มีผักและผลไม้ตกถึงท้อง การกินวิตามินซีเสริมก็ถือเป็นทางลัดอย่างหนึ่งที่ช่วยป้องกันภาวะร่างกายขาดวิตามินซี เมื่อรู้อย่างนี้แล้วเห็นทีสาวๆ อย่างเราควรใส่ใจกับการกินวิตามินซีให้สม่ำเสมอ อย่าได้ขาดกันเลยทีเดียว

ขอบคุณข้อมูลจาก : Lisa
www.behealthy24hr.com 

วันพุธที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย (Immune System)



ระบบภูมิคุ้มกัน
 
                มนุษย์เริ่มสร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่อยู่ในท้องแม่  เพราะเราอยู่ในโลกของสิ่งแปลกปลอมที่มาคุกคามร่างกายเราอยู่ตลอดเวลาโดยในช่วงเดือนแรก ๆ  ที่ทารกยังสร้างภูมิคุ้มกันเองไม่ได้  ทารกจะได้รับภูมิคุ้มกันจากแม่ผ่านทางรก  เมื่อทารกคลอดออกมาแล้วก็ยังต้องการภูมิคุ้มกันจากแม่อยู่เพราะระบบภูมิคุ้มกันของเด็กยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่โดยภูมิคุ้มกันจะอยู่ในน้ำนม  ซึ่งมีปริมาณมากในน้ำนมเหลือง  (Colostrums) หรือ  “น้ำนมแรก”  ซึ่งเป็นน้ำนมที่ไหลออกมาใน 4-7 วันแรกหลังคลอด
                ระบบภูมิคุ้มกัน   เป็นระบบที่ธรรมชาติสร้างขึ้นเพื่อปกป้องชีวิตเรา  ความจริงร่างกายของเรามีอวัยวะปกป้องตัวเองอยู่ตลอดเวลา  เช่น  มีผิวหนังปกป้องร่างกายจากสิ่งแวดล้อมภายนอก  ส่วนระบบทางเดินอาหารทางเดินหายใจและอวัยวะอื่น ๆ มีเยื่อบุติดต่อกับภายนอก  ซึ่งทั้งผิวหนังและเยื่อบุถือเป็นปราการด่านแรกที่ปกป้องเรา  เมื่อผู้รุกรานหรือสิ่งแปลกปลอมผ่านด่านแรกเข้ามาได้ร่างกายก็มีระบบป้องกันสำคัญคือ  ระบบภูมิคุ้มกัน
ระบบภูมิคุ้มกัน  แบ่งได้เป็น  2 ระบบ คือ
1.ระบบภูมิคุ้มกันที่ติดตัวมาแต่กำเนิด (Innate  Immune  System) ประกอบด้วยเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดต่าง ๆ  ที่ไหลเวียนไปกับกระแสเลือดทั่วร่างกาย  เพื่อไปทำลายเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่มาคุกคาม
2.ระบบภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการปรับตัว (Adaptive Immune  system)  เป็นระบบที่ทำงานเฉพาะกรณี  เมื่อมีเชื้อโรคที่หลงเหลือจากการกำจัดที่ด่านแรก  จะถูกกำจัดโดยด่านที่สองนี้  โดยการสร้างสารภูมิคุ้มกันที่เรียกว่า  แอนติบอดี  (Antibody)  ขึ้นมาเพื่อทำลายเชื้อโรคที่ยังหลงเหลืออยู่
ความสำคัญของระบบภูมิคุ้มกัน
สุขภาพของเราจะดีได้แค่ไหน   จุดสำคัญอยู่ที่ระบบภูมิคุ้มกัน   ระบบภูมิคุ้มกันมีบทบาทสำคัญในการปกป้องสุขภาพให้รอดพ้นจากการคุกคามของเชื้อโรค  และโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ รวมทั้งโรคมะเร็งเมื่อระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง  ร่างกายเราจะสามารถฟื้นตัวจากการเจ็บป่วยได้เร็ว  อาจพอสรุปได้ว่าหน้าที่หลักของระบบภูมิคุ้มกัน  คือ
1.Defense  ป้องกันและทำลายเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม
2.Homeostasis  คอยกำจัดเซลล์ปกติที่เสื่อมสภาพ  เช่น  เม็ดเลือดที่มีอายุมากออกจากระบบของร่างกาย
3.Surveillance  คอยจับตาดูเซลล์ต่าง ๆ ที่แปรสภาพผิดไปจากปกติ  เช่น  เซลล์เนื้องอก (Tumor  cells)  เพื่อป้องกันการเกิดมะเร็ง
เมื่อร่างกายต้องเผชิญกับเชื้อโรคหรือสิ่งที่มาคุกคามร่างกาย   ระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง   ต้องมีกระบวนการ 3 อาร์  (3R,s)  ที่มีประสิทธิภาพ คือ
                Recognize  :  แยกแยะเชื้อโรคได้อย่างถูกต้อง  และแยกแยะได้ว่าเซลล์ไหนคือเชื้อโรค  และเซลล์ไหนคือเซลล์ปกติของร่างกาย  และตอบสนองได้อย่างถูกต้อง
                Response :  ตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว
                Remember :  สามารถจดจำเชื้อโรคที่เคยพบมาแล้ว  และเมื่อพบอีกครั้งก็สามารถทำลายได้ทันที
เซลล์สำคัญในระบบภูมิคุ้มกัน
                เซลล์สำคัญของระบบภูมิคุ้มกัน  คือ  เซลล์เม็ดเลือดขาว  (White  Blood  Cell , WBC)  ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากไขกระดูกและกระจายอยู่ทั่วร่างกาย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเนื้อเยื่อน้ำเหลือง  เช่น  ต่อมน้ำเหลือง  ม้าม  และ Peyer,s  patch  ในลำไส้  เป็นต้น
                ลิมโฟไซต์(Lymphocyte)  เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวขนาดเล็ก  มีบทบาทสำคัญมากในการกำจัดเชื้อโรคที่มารุกราน  รวมทั้งเซลล์ของร่างกายที่มีการกลายพันธุ์และก่อตัวเป็นเซลล์มะเร็ง  แบ่งย่อยเป็น  3  ชนิดคือ
                1. T-Cell
                2. B-Cell
                3. Natural Killer Cells หรือ NK Cells
ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน
                การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันต้องมีความสมดุล  ถ้ามีการตอบสนองที่ไวเกินไป  หรือต่ำเกินไปก็จะก่อปัญหาสุขภาพ  ซึ่งความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันมีได้  2  แบบ คือ
1.ระบบภูมิคุ้มกันที่ตอบสนองไวเกิน  (Overactive  Immune  sisorders)  ก่อให้เกิดโรคต่อต้านเนื้อเยื่อตัวเอง ได้แก่ โรคข้ออักเสบ  รูมาตอยด์  สะเก็ดเงิน ภูมิแพ้ ลมพิษ ผิวหนังอักเสบ หอมหืด


2.ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองต่ำเกินไป  (Underactive  Immune  Disorders)  ก่อให้เกิด โรคมะเร็ง  เอดส์  โรคอ่อนเพลียเรื้อรัง  วัณโรค  ไซนัส  ไข้หวัด 
 
ดังนั้นเพื่อสุขภาพที่ดีและมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง  ลดการเจ็บป่วย  เราจึงควรดูแลสุขภาพด้วยหลัก 5 อ.  และ 1 พ. ได้แก่
                1.  อากาศบริสุทธิ์
                2.  อาหารสะอาดและถูกส่วน
                3.  อารมณ์แจ่มใส  ไม่เครียด  รู้จักปล่อยวาง
                4.  ออกกำลังกายเป็นประจำ  อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
                5.  อุจจาระ  ระบบขัยถ่ายทำงานดี
                1พ. พักผ่อนให้พอเพียง


“การให้สารเสริมภูมิคุ้มกัน  ก็เป็นแนวทางหนึ่งที่สามารถช่วยทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น  ช่วยลดการเจ็บป่วย  ซึ่งสารดังกล่าวมีทั้งในธรรมชาติและสังเคราะห์ขึ้น”
ขอบคุณข้อมูล: Transfer Factor
www.behealthy24hr.com