ระบบภูมิคุ้มกัน
มนุษย์เริ่มสร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่อยู่ในท้องแม่
เพราะเราอยู่ในโลกของสิ่งแปลกปลอมที่มาคุกคามร่างกายเราอยู่ตลอดเวลาโดยในช่วงเดือนแรก
ๆ
ที่ทารกยังสร้างภูมิคุ้มกันเองไม่ได้
ทารกจะได้รับภูมิคุ้มกันจากแม่ผ่านทางรก
เมื่อทารกคลอดออกมาแล้วก็ยังต้องการภูมิคุ้มกันจากแม่อยู่เพราะระบบภูมิคุ้มกันของเด็กยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่โดยภูมิคุ้มกันจะอยู่ในน้ำนม ซึ่งมีปริมาณมากในน้ำนมเหลือง (Colostrums) หรือ “น้ำนมแรก”
ซึ่งเป็นน้ำนมที่ไหลออกมาใน 4-7 วันแรกหลังคลอด
ระบบภูมิคุ้มกัน
เป็นระบบที่ธรรมชาติสร้างขึ้นเพื่อปกป้องชีวิตเรา ความจริงร่างกายของเรามีอวัยวะปกป้องตัวเองอยู่ตลอดเวลา เช่น
มีผิวหนังปกป้องร่างกายจากสิ่งแวดล้อมภายนอก ส่วนระบบทางเดินอาหารทางเดินหายใจและอวัยวะอื่น
ๆ มีเยื่อบุติดต่อกับภายนอก
ซึ่งทั้งผิวหนังและเยื่อบุถือเป็นปราการด่านแรกที่ปกป้องเรา
เมื่อผู้รุกรานหรือสิ่งแปลกปลอมผ่านด่านแรกเข้ามาได้ร่างกายก็มีระบบป้องกันสำคัญคือ ระบบภูมิคุ้มกัน
ระบบภูมิคุ้มกัน แบ่งได้เป็น
2 ระบบ คือ
1.ระบบภูมิคุ้มกันที่ติดตัวมาแต่กำเนิด
(Innate Immune
System) ประกอบด้วยเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดต่าง ๆ ที่ไหลเวียนไปกับกระแสเลือดทั่วร่างกาย เพื่อไปทำลายเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่มาคุกคาม
2.ระบบภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการปรับตัว
(Adaptive
Immune system) เป็นระบบที่ทำงานเฉพาะกรณี
เมื่อมีเชื้อโรคที่หลงเหลือจากการกำจัดที่ด่านแรก จะถูกกำจัดโดยด่านที่สองนี้ โดยการสร้างสารภูมิคุ้มกันที่เรียกว่า แอนติบอดี
(Antibody) ขึ้นมาเพื่อทำลายเชื้อโรคที่ยังหลงเหลืออยู่
ความสำคัญของระบบภูมิคุ้มกัน
สุขภาพของเราจะดีได้แค่ไหน จุดสำคัญอยู่ที่ระบบภูมิคุ้มกัน
ระบบภูมิคุ้มกันมีบทบาทสำคัญในการปกป้องสุขภาพให้รอดพ้นจากการคุกคามของเชื้อโรค และโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ
รวมทั้งโรคมะเร็งเมื่อระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง
ร่างกายเราจะสามารถฟื้นตัวจากการเจ็บป่วยได้เร็ว
อาจพอสรุปได้ว่าหน้าที่หลักของระบบภูมิคุ้มกัน คือ
1.Defense ป้องกันและทำลายเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม
2.Homeostasis คอยกำจัดเซลล์ปกติที่เสื่อมสภาพ เช่น
เม็ดเลือดที่มีอายุมากออกจากระบบของร่างกาย
3.Surveillance คอยจับตาดูเซลล์ต่าง ๆ
ที่แปรสภาพผิดไปจากปกติ เช่น เซลล์เนื้องอก (Tumor cells) เพื่อป้องกันการเกิดมะเร็ง
เมื่อร่างกายต้องเผชิญกับเชื้อโรคหรือสิ่งที่มาคุกคามร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง ต้องมีกระบวนการ 3 อาร์ (3R,s) ที่มีประสิทธิภาพ คือ
Recognize : แยกแยะเชื้อโรคได้อย่างถูกต้อง
และแยกแยะได้ว่าเซลล์ไหนคือเชื้อโรค และเซลล์ไหนคือเซลล์ปกติของร่างกาย และตอบสนองได้อย่างถูกต้อง
Response
: ตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว
Remember : สามารถจดจำเชื้อโรคที่เคยพบมาแล้ว และเมื่อพบอีกครั้งก็สามารถทำลายได้ทันที
เซลล์สำคัญในระบบภูมิคุ้มกัน
เซลล์สำคัญของระบบภูมิคุ้มกัน คือ
เซลล์เม็ดเลือดขาว (White Blood
Cell , WBC)
ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากไขกระดูกและกระจายอยู่ทั่วร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเนื้อเยื่อน้ำเหลือง เช่น
ต่อมน้ำเหลือง ม้าม และ Peyer,s patch ในลำไส้ เป็นต้น
ลิมโฟไซต์(Lymphocyte) เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวขนาดเล็ก
มีบทบาทสำคัญมากในการกำจัดเชื้อโรคที่มารุกราน
รวมทั้งเซลล์ของร่างกายที่มีการกลายพันธุ์และก่อตัวเป็นเซลล์มะเร็ง แบ่งย่อยเป็น
3 ชนิดคือ
1. T-Cell
2. B-Cell
3. Natural Killer Cells หรือ NK Cells
ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน
การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันต้องมีความสมดุล ถ้ามีการตอบสนองที่ไวเกินไป หรือต่ำเกินไปก็จะก่อปัญหาสุขภาพ ซึ่งความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันมีได้ 2 แบบ
คือ
1.ระบบภูมิคุ้มกันที่ตอบสนองไวเกิน (Overactive
Immune sisorders) ก่อให้เกิดโรคต่อต้านเนื้อเยื่อตัวเอง ได้แก่ โรคข้ออักเสบ รูมาตอยด์ สะเก็ดเงิน ภูมิแพ้ ลมพิษ ผิวหนังอักเสบ หอมหืด
2.ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองต่ำเกินไป (Underactive
Immune Disorders) ก่อให้เกิด โรคมะเร็ง เอดส์ โรคอ่อนเพลียเรื้อรัง วัณโรค ไซนัส ไข้หวัด
ดังนั้นเพื่อสุขภาพที่ดีและมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง ลดการเจ็บป่วย
เราจึงควรดูแลสุขภาพด้วยหลัก 5 อ.
และ 1 พ. ได้แก่
1. อากาศบริสุทธิ์
2. อาหารสะอาดและถูกส่วน
3. อารมณ์แจ่มใส ไม่เครียด
รู้จักปล่อยวาง
4. ออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
5. อุจจาระ ระบบขัยถ่ายทำงานดี
1พ.
: พักผ่อนให้พอเพียง
“การให้สารเสริมภูมิคุ้มกัน
ก็เป็นแนวทางหนึ่งที่สามารถช่วยทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น ช่วยลดการเจ็บป่วย ซึ่งสารดังกล่าวมีทั้งในธรรมชาติและสังเคราะห์ขึ้น”
ขอบคุณข้อมูล: Transfer Factor
www.behealthy24hr.com






ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น